โซโบ คืนฟอร์ม, โจนส์ขอสอง ! เจาะ 5 ข้อ ลิเวอร์พูล ระเบิดพลังถลุง เวสต์แฮม ยับเยิน

ผลบอลสด

ลิเวอร์พูล ระบายความอัดอั้นจากเกม “แดงเดือด” ด้วยการระเบิดพลังใส่ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด โดยจัดการยิงยับไม่นับญาติส่งให้ทัพ “หงส์แดง” ไล่ต้อนทีมเยือนด้วยสกอร์ 5-1 ที่สนามแอนฟิลด์ ในศึกคาราบาว คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ

เมื่อวันพุธที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทั้งเกมรับ และเกมรุก โดยตอนนี้พวกเขาจะเข้าไปพบกับ “เจ้าสัวน้อย” ฟูแล่ม ในรอบตัดเชือก

ผลบอลสด

1. ครองเกมเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

จุดเด่นของ ลิเวอร์พูล ในแมตช์นี้ก็คือการครองบอลเหนียวแน่น, เพรสซิ่งอย่างต่อเนื่อง และแย่งบอลคืนมาได้เร็ว ทำให้ เวสต์แฮม ไม่สามารถสร้างปัญหาอะไรได้มากนัก จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่า “เดอะ แฮมเมอร์ส” ตั้งใจจะมาเล่นเกมรับแต่พวกเขาโดนเจ้าบ้านกดดันจนโงหัวไม่ขึ้น !

คล็อปป์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในการปรับจูนแท็คติก หลังเกม “แดงเดือด” ที่เสมอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบไร้สกอร์ โดยให้ลูกทีมวิ่งไล่บี้คู่แข่งแบบไม่ให้มีโอกาสได้สร้างเกม หรือครองบอลนาน ที่สำคัญทุกครั้งที่เสียบอล แข้ง “หงส์แดง” จะวิ่งเข้าไปช่วยกันแย่งบอลคืนกลับมาทันที

ขณะที่แนวรุกอาจจะต้องมีการปรับจูนบางจังหวะโดยเฉพาะในเรื่องความเฉียบคม แต่ทั้ง โคดี้ กัคโป และ ดาร์วิน นูนเญซ ยังถือว่าทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี โดยในรายแรกมีชื่อบนสกอร์บอร์ด และขยันวิ่งหาพื้นที่ ส่วนรายหลังทำแอสซิสต์ได้ที่สำคัญยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเล่นตลอดทั้งเกมด้วย

ฟอร์มแบบนี้คือสิ่งที่ คล็อปป์ อยากได้จากลูกทีม เพราะการเล่นอย่างเข้าใจเกม และคอยช่วยเหลือกันในทุกจังหวะเป็นสิ่งที่จะช่วยพัฒนาเกมให้ดีขึ้น แต่เรื่องที่ต้องตำหนินั่นก็เล่นแบบผ่อนเกมมากไปหน่อยทำให้ทีมเสียประตูแบบไม่น่าเสีย

2. กลางแน่น,หลังเหนียว

หนึ่งในสิ่งที่ต้องชื่นชมมากๆ นั่นก็คือการเล่นแดนกลางและกองหลัง โดยเฉพาะ วาตารุ เอ็นโด ที่พัฒนาผลงานได้อย่างสุดยอด หลังจากที่ได้รับโอกาสจาก คล็อปป์ ให้ลงสนามเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง

การอ่านเกม, ตัดบอล และส่งบอลเร็ว รวมทั้งคอยเชื่อมเกมระหว่างแดนหลังกับแนวรุกถือว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยมไม่มีที่ติ จะเห็นได้ชัดว่า เอ็นโด มีความเข้าใจในเกมฟุตบอลเมืองผู้ดีมากยิ่งขึ้น ครองบอลได้เหนียวแน่น และรู้ว่าจังหวะไหนควรบุกจังหวะนั้นควรดึงเกม

ส่วน โดมินิค โซโบซไล ที่ฟอร์มเงียบๆ ช่วง 2-3 เกมที่ผ่านมา แมตช์นี้เล่นได้ดีขึ้น โดยเฉพาะจังหวะยิงไกลปลดล็อกให้ทีมขึ้นนำ น่าจะช่วยเรียกความมั่นใจของเขากลับมาได้อีกครั้ง

ขณะที่แนวรับต้องบอกว่าเล่นได้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการได้ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ลงเป็นตัวจริงทำให้เกมรุกของ “ขุนค้อน” ไม่สามารถเจาะเข้าไปทำอะไรได้มากนัก ส่วน จาเรลล์ ควอนซาห์ พัฒนาฟอร์มได้อย่างต่อเนื่อง และยังเป็นคนแอสซิสต์ให้ “โซโบ”

ด้วย ส่วน อิบราฮิม่า โกนาเต้ ที่ลงเป็นตัวสำรอง ก็เล่นได้แข็งแกร่ง กล้าขึ้นมาดันสูง และยังแอสซิสต์ให้ทีมด้วยเช่นกัน ดังนั้นแมตช์นี้ต้องยอมรับว่าแผงมิดฟิลด์และแบ็กโฟร์เล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ

3. เอลเลียตต์ โดดเด่น, โจนส์ พึ่งได้

แม้ว่าแมตช์นี้ ลิเวอร์พูล จะทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทุกครั้งทั้งตัวจริง และตัวสำรอง แต่หนึ่งในนักเตะที่ต้องบอกว่าโชว์ฟอร์มได้โดนใจคงหนีไม่พ้น ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ และ เคอร์ติส โจนส์

ดาวเตะร่างเล็ก วัย 20 ปีลงเล่นในตำแหน่งของ โม ซาลาห์ และทำผลงานได้อย่างสุดยอดโดยเฉพาะในช่วง 45 นาทีแรก ทั้งการเลี้่ยงบอลทะลุทะลวง, การส่งบอลที่แม่นยำ และพยายามที่จะยิงไกลถึง 3 ครั้งแต่น่าเสียดายที่ไม่เข้าเป้า

เอลเลียตต์ ช่วยให้เกมรุกทางฝั่งขวาของ “เดอะ เร้ดส์” ยังคงอันตรายแม้ไม่มี “บังโม” เขาพยายามที่จะใช้ความเร็วและความคล่องตั่วจัดการเกมรับ เวสต์แฮม แถมยังขยันในการวิ่งไล่แย่งบอลคืนทุกครั้งที่ทีมเสียบอลด้วย

ส่วน โจนส์ ไม่ชมคงไม่ได้จริงๆ เพราะเกมนี้แข้งลูกหม้อ “หงส์แดง” ขยันทุกจังหวะ และพยายามวิ่งหาพื้นที่เพื่อเข้าไปทำประตูทีมเยือน โดยทั้งสองประตูที่เขาทำได้ในแมตช์นี้ถือว่ายอดเยี่ยมจริงๆ

แม้ว่าทั้งสองคนอาจจะยังไม่ใช่ตัวหลักที่ คล็อปป์ ไว้วางใจให้ลงเล่นในเกมพรีเมียร์ลีก แต่ถ้าหาก “เจ้าจุก” และ โจนส์ อดทนและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าพวกเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นแข้งคีย์แมนของทีมได้แน่นอน

4. เพิ่มโอกาสสร้างสถิติครองแชมป์สมัยที่ 10

ทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ กำลังเดินหน้าในการลุ้นคว้าแชมป์ถ้วยใบเล็กเมืองผู้ดีอีกสมัย โดยก่อนหน้านี้พวกเขาเป็นเจ้าของสถิติคว้าแชมป์รายการนี้ 9 สมัย ซึ่งมากที่สุดในประเทศอังกฤษ

แม้ก่อนหน้านี้หลายทีมอาจจะมองว่าโทรฟี่อีเอฟแอล เปรียบเสมือนรายการที่ให้พวกแข้งดาวรุ่ง และนักเตะสำรองได้ลงไปเคาะสนิมออกจากหน้าแข้ง แต่ในช่วงหลังๆ พวกทีมยักษ์ใหญ่ต่างก็อยากได้แชมป์รายการนี้ เพราะมันเปรียบเสมือนความสำเร็จในการสร้างความมั่นใจเพื่อไปลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในอนาคต

ไม่ว่าจะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี แสดงให้เห็นมาตลอดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาว่าพวกเขาอยากได้แชมป์รายการนี้เพื่อนำไปประดับตู้โชว์ ของสโมสร นั่นเป็นเครื่องยืนยันว่าทัวร์นาเมนต์นี้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

สำหรับ “หงส์แดง” พวกเขาได้แชมป์รายการนี้เมื่อซีซั่น 2021-2022 และ คล็อปป์ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าอยากได้โทรฟี่นี้ เพราะมันคือเกียรติยศ และของขวัญสำหรับสาวก “เดอะ ค็อป” ที่ให้การหนุนหลังทีมมาตลอด

5. สร้างความมั่นใจก่อนศึกบิ๊กแมตช์

ก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูล โดนวิจารณ์เรื่องการจบสกอร์ที่ไม่คมในแมตช์เสมอ แมนฯ ยูไนเต็ด 0-0 เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน ทั้งๆ ที่สร้างโอกาสได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ในเกมนี้พวกเขาสามารถปรับแก้จุดนี้ได้ดีเยี่ยม และจัดการกระซวกทีมเยือนแบบไม่เกรงใจราวกับต้องการระบายความอัดอั้นจากเกม “แดงเดือด” !

แม้ว่า นายใหญ่ชาวเยอรมัน จะมีการปรับทีมเพื่อรักษาความสดของร่างกายก่อนเกมพรีเมียร์ลีก พบ อาร์เซน่อล ในวันเสาร์ที่ 23 ธ.ค.นี้ แต่สิ่งที่เขาต้องการเห็นก็คือการสร้างโอกาสในการทำประตู และการจบสกอร์ที่เฉียบคม

5 ประตูมาจาก โซโบซไล, โจนส์ (2 ประตู), กัคโป และ โม ซาลาห์ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าขุมกำลังของ ลิเวอร์พูล สามารถที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนในการทำประตูได้ดีขึ้น และถือเป็นประโยชน์สำหรับทีมที่มีผู้เล่นที่พร้อมจะลงมาจบสกอร์ได้ตลอด

สำหรับเกมลีกรับมือ อาร์เซน่อล ทั้ง โจนส์ กับ กัคโป มีแววจะต้องนั่งสำรอง แต่ “โซโบ” กับ “บังโม” คงได้รับโอกาสลงตัวจริง และการที่ทั้งคู่สามารถยิงประตูได้ น่าจะเป็นการเรียกความมั่นใจของพวกเขาในเกม “บิ๊กแมตช์” ชิงจ่าฝูงลีก

ขอบคุณแหล่งที่มา :www.siamsport.co.th
xoslotclubth.com : ผลบอลสด ไฮไลท์ และข่าวบอลอัปเดตทุกวัน

เล่นบาคาร่า ผ่านเว็บตรงคาสิโนออนไลน์ มีความน่าเชื่อถือและมั่นคงปลอดภัยสูง

โปรโมชั่นดี เครดิตฟรีอีกเพียบ เล่นง่าย ได้จริง

บาคาร่า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *